หน้าแรก ตามรอยพระพุทธองค์

คำนำ

               หลักคำสอนของพระพุทธศาสนา  ถ้าจะกล่าวโดยย่อแล้วก็คือหลักแห่งเหตุและผลนั่นเอง  ถ้าต้องการผลดีก็ต้องสร้างเหตุที่ดี  ถ้าต้องการผลดีแต่สร้างเหตุที่ไม่ดีก็จะได้รับผลที่ไม่ดี  เพราะผลที่ได้รับนั้นจะตรงกับเหตุที่ทำไว้เสมอ               

               สาธุชนที่ได้ศึกษาค้นคว้าตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาแล้วก็พอจะทราบว่า  พระพุทธเจ้าให้เอาไปปฏิบัติทั้ง ๒ ระดับต่อเนื่องกันไป  คือ ทั้งระดับโลกิยะ และระดับโลกุตตระ  พระธรรมที่พระพุทธองค์ให้เอาไปปฏิบัติคือ  สติปัญญา  แล้วก็สอนเจริญสติและปัญญาไว้ให้คือ  การวิปัสสนาพิจารณาขันธ์ ๕ และอินทรีย์ ๖  ให้รู้เห็นตามความเป็นจริง  เมื่อได้สติปัญญาจากการภาวนาแล้วก็เอาสติปัญญานั้นไปใช้แก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันของแต่ละท่าน  ปัญหาก็คือทุกข์ที่เราได้รับ  ได้มาจากการไปหาสุขเพราะเป้าหมายของทุกคนคือ  การมีสุขถาวร  เมื่อมีปัญญาเห็นเหตุ  และปัจจัยของปัญหา  ก็แก้ปัญหาได้และยังมีปัญญาป้องกันมิให้เกิดปัญหาเกิดขึ้นอีก  แก้ไขปัญหาที่เราสร้างขึ้นมาเองได้แล้วขั้นนี้เรียกว่า ขั้นโลกิยะ 

               พระพุทธเจ้าตรัสว่า  ยังมีปัญหาหรือทุกข์ที่เป็นธรรมชาติอีกอันหนึ่งต้องได้รับการแก้ไขต่อในชาตินี้  นั่นคือ  ทุกข์ที่เป็นการเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  ทุกคนเกิดมาแล้วไม่อยากตาย  ถ้าเราไม่อยากตายก็ใช้สติปัญญาที่ได้มาจากวิปัสสนาดังกล่าวข้างต้นมาแก้ไขปัญหาระดับนี้อีก   เรียกว่า  ระดับโลกุตตระ  เมื่อแก้ไขได้แล้วเห็นความจริงของโลกของชีวิตชัดเจนแล้ว  จิตก็หลุดพ้นจากอาสวกิเลสเป็นสมุจเฉทประหาน  สำเร็จเป็นพระอริยบุคคล  ตั้งแต่โสดาบันจนถึงอรหันต์  หลุดพ้นจากทุกข์โดยประการทั้งปวง  พ้นจากการเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  ไม่ต้องกลับมาเกิดผจญภัยอีกต่อไป  สติ  ปัญญา  ที่เกิดจากการวิปัสสนานั้นใช้แก้ปัญหาหรือดับทุกข์ได้ทั้ง ๒ ระดับคือ ระดับโลกิยะและระดับโลกุตตระ

                คนเราที่เกิดมาแล้ว  ก็ต้องการความสุข  และพ้นจากทุกข์ด้วยกันทุกคน  ทั้งที่เป็นส่วนของโลกิยะ  และ โลกุตตรธรรม  โลกิยธรรมที่เป็นฝ่ายกุศลนั้น  มีประชาชนเป็นจำนวนมากเกินกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่ปฏิบัติกันอยู่  ให้ผลบวกและลบทั้งในปัจจุบันและอนาคต  ตายเกิด....  ตายเกิด....  อยู่อย่างนี้  ส่วนที่เป็นโลกุตตรธรรมนั้น  เป็นที่ปรารถนาของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป  สังเกตได้จากการทำบุญ  บทสวดแผ่เมตตา  จะเริ่มต้นด้วย  อิทํ  ทานํ... สีลํ... ภาวนากัมมํ  นิพพานปัจจจโย  โหตุ  โน  นิจจํ  ก็ปรารถนาถึงพระนิพพาน  คือหลุดจากทุกข์ทั้งปวง  ถึงบรมสุข  ดูง่ายๆ...  จริงๆ แล้ว...  ไม่ง่ายดังที่ปรารถนา  จะต้องศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก  และฝึกฝนตนเองให้มากๆ  ใครปฏิบัติได้จนประสพความสำเร็จเป็นขั้นๆ  จิตหลุดพ้นจากอาสวกิเลส เป็นพระอรหันต์  หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง  ถึงอนิจกรรมแล้ว  ก็ไม่ต้องกลับมาเกิดผจญทุกข์อีกต่อไป  คุณสินธพ  ทรวงแก้ว  อดีตข้าราชการป่าไม้  เป็นผู้หนึ่งที่ได้ศึกษาค้นคว้าพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  จนจบพระไตรปิฎก  และนำคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นเหตุของการตรัสรู้มาปฏิบัติ  จนเกิดปฏิเวธในระดับหนึ่ง  ได้เขียนบรรยายเรื่อง  ปัญญา  ศีล  สมาธิ  ตามนิโรธคามินีปฏิปทามรรคมีองค์แปด  ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า  พร้อมแนวทางปฏิบัติให้เข้าถึง  ปัญญา  ศีล  สมาธิ  อย่างน่าฟัง  ถูกต้องตามคำสอนในพระไตรปิฎก  เมื่อนำไปปฏิบัติแล้ว  ดับทุกข์ได้ทันทีขณะที่มีทุกข์เกิดขึ้น  ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ว่า  ทุกข์เกิดที่ไหนดับที่นั่น

                                                                                 พระครูสิริปุญญากร

                                                                                     ๙ เมษายน ๒๕๕๕

                                                                                     วัดศรีบุญยืน ลำพูน                                                                                                   ต.เหมืองง่า อ.เมือง ลำพูน

 

คำปรารภ

                หนังสือเล่มนี้พิมพ์จากเรื่องราวที่ข้าพเจ้าบันทึกไว้จากประสบการณ์ในการวิปัสสนาภาวนา  ซึ่งมีผู้สนใจขอนำไปพิมพ์แจก  เป็นธรรมทานเป็นครั้งที่ ๗  จำนวน ๕,๐๐๐ เล่ม  เรื่องราวทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้พิมพ์จากเรื่องที่ข้าพเจ้าบันทึกไว้หลังจากข้าพเจ้าได้อ่านพระไตรปิฎก ฉบับภาษาไทย จำนวน ๔๕ เล่ม  จนจบถึง ๖ จบด้วยกัน  ทำให้ข้าพเจ้าทราบรายละเอียดในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจนแยกแยะพระธรรมคำสอนได้ว่า  พระธรรมคำสอนส่วนใดเป็นเหตุของการตรัสรู้ และส่วนใดเป็นผลของการตรัสรู้  พระธรรมสูตรนั้นๆ  พระองค์ท่านตรัสสอนผู้ใด สอนอริยบุคคลหรือสอนบุคคลธรรมดาทั่วไป พระธรรมคำสอนนั้นพระองค์ท่านตรัสเป็นคำย่อหรือว่าคำเต็ม  ถ้าเป็นคำย่อแล้วคำเต็มว่าอย่างไร  เมื่อแยกคำสอนของพระองค์ท่านได้แล้วก็ได้นำคำสอนที่เป็นเหตุของการตรัสรู้มาปฏิบัติ คือ  การวิปัสสนาภาวนา พิจารณาขันธ์ ๕ และอินทรีย์ ๖  ให้รู้เท่าทันสิ่งทั้งปวงในขณะปัจจุบันตามความเป็นจริงของโลกและชีวิต คือ กฏธรรมชาติ ๒ กฏ  ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไว้  ไปปฏิบัติเป็นเวลา ๒๐ ปี  จนเกิดญาณทัสสนะ  หยั่งรู้เห็นตามความเป็นจริงแจ่มแจ้งในพระพุทธ  พระ ธรรม  พระสงฆ์  จึงได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ  ไว้เป็นภาษาพูด  ไม่ใช่ภาษาเขียนเพื่อให้ผู้นำไปปฏิบัติต่อไปเข้าใจง่ายขึ้น

                หนังสือเล่มนี้เป็นคู่มือปฏิบัติธรรม  มีเนื้อหาสาระครบถ้วนบริบูรณ์  ถ้าผู้ใดอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วก็จะมีความเข้าใจในสาระธรรม  และวิธีปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาที่ถูกต้อง  ตรงตามคำสอนที่เป็นพระธรรมส่วนที่เป็นเหตุของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า  เมื่อนำไปปฏิบัติแล้ว มีปัญญาดับทุกข์ได้ทันที  เพราะหนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอพระธรรมที่เป็น How To  หรือทำอย่างไรจึงจะดับทุกข์ได้ถาวร  ซึ่ง ๑,๔๐๐ ปี  ไม่มีผู้ใดนำพระธรรมคำสอนอย่างนี้มาให้ปฏิบัติ  มีแต่บอกว่าไม่ควรยึดมั่นถือมั่น  หรือให้ละโลภ  โกรธ  หลง  (What  When  Where  Why)  เท่านั้น  ไม่ได้บอกวิธีปฏิบัติว่าทำอย่างไร How To ให้  จึงไม่มีผู้ใดดับทุกข์ได้  ได้แค่เพียงหลบทุกข์ชั่วคราวเท่านั้น

                นอกจากนนี้หนังสือเล่มนี้ยังมีเรื่องใหม่หลายเรื่อง  นำเสนอแนวทางปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ตรัสไว้เป็นทางดับทุกข์คือ  ปัญญา  ศีล  สมาธิ  และนำพระธรรมที่เป็นเหตุของการได้ปัญญา  ศีล  สมาธิ  มาให้ท่านปฏิบัติเพื่อสร้างปัญญาเอาไปดับทุกข์หรือแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน  ซึ่งผู้อ่านไม่สามารถพบที่ไหนมาก่อนเพิ่มเติมลงไปอีก  พร้อมกันนั้นก็ยังรักษาเรื่องเดิมที่เป็นเรื่องราวที่ใช้ความรู้ทางญาณวิสัยศึกษาเรื่องราวที่เป็นความลับของรอยต่อจากรูปธรรมไปหานามธรรม  ซึ่งวิชาการทางรูปธรรมหรือวิชาการทางโลกสาขาใดๆ เข้าไปไม่ถึงคือ เมื่อได้หลักฐานทางรูปธรรมเพียงเล็กน้อยก็อาศัยญาณวิสัยศึกษารอยต่อโยงไปหาเรื่องราวอดีตของสิ่งนั้นได้  ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ง่ายนัก  แต่เป็นเรื่องจริงที่ไม่มีผู้ใดรู้มาก่อน เช่น  พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์มาอยู่ลำพูนได้อย่างไร  พระพุทธเจ้าและพระเจ้าอโศกมหาราชพร้อมพลเมืองในสมัยนั้นเป็นคนไทยลานนา  พูดคำเมือง  มีตัวหนังสือเมือง (ลานนา)  เป็นภาษาเขียน  อย่างนี้เป็นต้น  ข้าพเจ้าเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์  ให้ผู้สนใจนำไปศึกษาค้นคว้าต่อไป  เพราะในโลกนี้มีทั้งส่วนที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมเคียงคู่กันอยู่  ถ้าผู้ใดฝึกฝนตนเองจนรู้ได้ทั้ง ๒ ส่วนแล้ว ผู้นั้นก็จะรู้ความจริงที่เป็นจริงตามสภาวะของมัน  คือรู้ทั้งสมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ  หรือรู้จัก  รู้จำ  รู้จริง  รู้แจ้ง เรื่องของโลกและชีวิต

                เรื่องราวทั้งหมดที่ท่านได้อ่านในหนังสือเล่มนี้เกิดจากกุศลและเจตนาอันดีงามของคณะผู้ใจบุญ  ใจกุศล  ได้ร่วมกันจัดพิมพ์ขึ้นแจกเป็นธรรมทานให้ผู้สนใจนำไปศึกษา  และปฏิบัติฝึกฝนตนเองให้ไปถึงเป้าหมายชีวิต  พร้อมกันนี้ขอขอบคุณ คุณดุสิต  อารีวงศ์,  คุณกิตติ์ธเนศ  รังคะวรเศรษฐ์,  คุณภาสทร - คุณโสภาพร  พงษ์พานิช  และคุณณัฐวุฒิ  สิงห์ทอง  ที่ได้ช่วยกันตรวจทานสำนวน  ภาษา  ถ้อยคำ  วรรคตอน  ในหนังสือเล่มนี้ให้น่าอ่านยิ่งขึ้น

                ขอกุศลผลบุญที่ทุกท่านได้กระทำในครั้งนี้  เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ท่านบรรลุมรรค ผล นิพพานในชาตินี้ด้วยเถิด

                                                                                    นายสินธพ  ทรวงแก้ว

                                                                     ๒๐๖  ถนนอินทยงยศ  อ.เมือง  จ.ลำพูน

                                                                    โทร. ๐๕๓-๕๑๑๙๘๔, ๐๘๖-๑๑๖๙๑๑๙